อาการและการป้องกัน

ข้อมูลโรคปอดอักเสบ Covid-19 จากแพทยสภา สำหรับประชาชน สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ สำหรับบุคลากรสาธารณสุข

สิ่งที่ประชาชนทุกคนต้องรู้

  • อาการทั่วไป ได้แก่ อาการระบบทางเดินหายใจ มีไข้ ไอแห้ง หายใจถี่ หายใจลำบาก มีไข้ได้ตั้งแต่ 37.5 องศา ขึ้นไป ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย

  • ในกรณีที่อาการรุนแรงมาก อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม ปอดอักเสบ ไตวาย หรืออาจเสียชีวิต

  • ไวรัสสามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้ผ่านทางการไอ จาม สัมผัส น้ำมูก น้ำลาย

  • สาเหตุติดเชื้อส่วนใหญ่ในประเทศจีน (78-85%) มาจาก ละอองเสมหะ (droplet) ไอ จาม ของคนใกล้ชิด ไม่ได้มาจากการแพร่กระจายในอากาศ (aerosol)

จากรายงานสอบสวนโรคในจีน สรุปได้ว่า

  • อาการที่พบบ่อยที่สุดคือ มีไข้ (88%) ไอแห้งๆ (68%) ไม่มีเรี่ยวแรง (38%) ไอแบบมีเสมหะ (33%) หายใจลำบาก (18%) เจ็บคอ (14%) ปวดหัว (14%) ปวดกล้ามเนื้อ (14%) หนาวสั่น (11%)

  • อาการที่พบน้อยลงมาหน่อยคือ คลื่นไส้และอาเจียน (5%) คัดจมูก (5%) และท้องเสีย (4%)

การป้องกัน

  • โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ป้องกันได้โดยการ ล้างมือ สวมหน้ากากอนามัย และไม่คลุกคลีกับผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ

  • หลีกเลี่ยงการเดินทางไปประเทศจีน เกาหลีใต้ อิตาลี อิหร่าน และประเทศที่มีรายงานการแพร่เชื้อในท้องที่ (Local transmission)

  • ระหว่างเดินทางในต่างประเทศขอให้หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด หรือมีมลภาวะ และไม่อยู่ใกล้ชิด ผู้ป่วยไอจาม หากเลี่ยงไม่ได้ให้สวมใส่หน้ากากอนามัย

  • ภายใน 14 วัน หลังเดินทางกลับจากประเทศที่มีการรายงานการติดเชื้อหากมีอาการคล้ายผู้ป่วย ควรรีบพบแพทย์ทันทีพร้อมทั้งแจ้งประวัติการเดินทาง

  • หลีกเลี่ยงการไปตลาดที่ขายซากสัตว์ป่าหรือที่มีชีวิต และการสัมผัสสัตว์โดยไม่ใช้ถุงมือ

  • หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอด้วยน้ำและสบู่ หรือ แอลกอฮอล์เจลล้างมือ

  • ไม่นำมือมาสัมผัสตา จมูก ปาก โดยไม่จำเป็น

  • ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น (เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว)

  • รับประทานอาหารปรุงสุกร้อน

การรายงานข้อมูลการเดินทางเป็นเท็จ หรือไม่รายงานให้ครบถ้วนมีความผิดทางอาญา!!

รวมสถานที่ตรวจโรค Covid-19

  1. โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ ค่าบริการอยู่ที่ 9,900 บาท โทร 0 2419 700

  2. โรงพยาบาลรามาธิบดี ค่าบริการอยู่ที่ 5,000 บาท โทร 0 2201 1000

  3. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ค่าบริการตั้งแต่ 3,000-6,000 บาท โทร 0 2649 4000

  4. โรงพยาบาลราชวิถี ค่าบริการตั้งแต่ 3,000-6,000 บาท โทร 0 2354 8108

  5. โรงพยาบาลรามคำแหง ระบบ Drive Thru Test ค่าบริการ 6,500 บาท

  6. โรงพยาบาลเปาโล ทุกสาขา ค่าบริการ 5,000-13,000 บาท โทร 0 2271 7000

  7. โรงพยาบาลบางปะกอก 9 ค่าบริกา 5,000 บาท โทร 0 2109 9111

  8. โรงพยาบาลพญาไท 2 ค่าบริการ 6,500บาท โทร 0 2271 6700

  9. รงพยาบาลแพทย์รังสิต ค่าบริกา 7,000 บาท โทร 0 2998 999

  10. สถาบันบำราศนราดูร 2,500 บาท

  11. โรงพยาบาลวิชัยยุทธ 7,500 บาท ขึ้นไป

  12. โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน 5,000 - 10,000 บาท

  13. โรงพยาบาลพระราม 9 ประมาณ 8,000 - 10,000 บาท

  14. คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

  15. รพ.บำรุงราษฎร์

  16. คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ราคา 2,400 บาท

  17. รพ.มหาราชนครราชสีมา

  18. คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล

  19. รพ.ศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

  20. ศูนย์วิจัยมาลาเรียโซโคล ห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยา

  21. รพ.ลำปาง

  22. รพ.สวรรค์ประชารักษ์

  23. บริษัท ไบโอ โมเลกุลาร์ แลบบอราทอรีส์ (ประเทศไทย)

  24. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร (ฝ่ายไทย)

  25. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร (ฝ่ายสหรัฐอเมริกา)

  26. สำนักป้องกันและควบคุมโรคเขตเมือง

  27. สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 4 สระบุรี

  28. รพ.นครปฐม


รวมทุกสิ่งที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับ COVID-19

1.ไวรัสโควิด-19 สามารถแพร่กระจายเชื้อได้อย่างไร

  • ส่วนใหญ่แพร่กระจายผ่านการสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ ผ่านทางละอองเสมหะจากการไอ จาม น้ำมูก น้ำลาย

2. ระยะเวลาการมีชีวิตอยู่ของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในสิ่งแวดล้อมภายนอก

  • ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่าไวรัสโควิด-19 อยู่บนพื้นผิวได้นานเพียงใด ไวรัสอาจอยู่รอดได้ในไม่กี่ชั่วโมง โดยน้ำยาฆ่าเชื้อสามารถฆ่าเชื้อไวรัสไม่ให้สามารถแพร่เชื้อได้เป็นอย่างดี

3. ประชาชนทั่วไปควรป้องกันตนเองอย่างไร เพื่อไม่ให้อยู่ในภาวะเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโควิด-19

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดผู้มีอาการป่วย รักษาระยะห่างอย่างน้อย 1 เมตร หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณตา จมูก และปาก โดยไม่ได้ล้างมือ ควรล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือน้ำยาแอลกอฮอล์ล้างมือ 70% หากมีไข้ ไอ หายใจลำบาก ให้ไปพบแพทย์ทันที และแจ้งประวัติการเดินทาง

4. อาการของผู้ป่วยไวรัสโควิด-19 มีอาการอย่างไร ?

  • อาการทั่วไป ได้แก่ อาการระบบทางเดินหายใจ มีไข้ ไอ หายใจถี่ หายใจลำบาก ในกรณีที่อาการรุนแรงมาก อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม ปอดอักเสบ ไตวาย หรืออาจเสียชีวิต

5. ตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 เสียเงินเท่าไหร่

  • ขณะนี้ภาครัฐได้ประกาศให้โควิด-19 เป็นโรคฉุกเฉิน ทุกโรงพยาบาลต้องรับผู้ป่วยที่เข้าข่ายเสี่ยงทั้งหมด โดยหากตรวจพบเลือดเป็นผลบวก คือติดไวรัสโควิด-19 จะได้รับค่ารักษาฟรีทั้งหมด ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

6. เชื้อสามารถแพร่กระจายในบริเวณสระว่ายน้ำได้หรือไม่

  • ปัจจุบันยังไม่มีรายงานการติดเชื้อจากการว่ายน้ำในสระหรือแหล่งน้ำอื่น แต่ควรหลีกเลี่ยงสระน้ำที่มีผู้คนแออัด

7. เดินทางไปประเทศเสี่ยงอย่าง เกาหลีใต้ อิหร่าน อิตาลี หลังจากกลับมาจะโดนกักตัว 14 วันหรือไม่?

  • กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค ได้มีคำแนะนำสำหรับผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศเสี่ยง เมื่อเดินทางกลับจากประเทศที่มีการระบาดอย่างต่อเนื่อง กระทรวงสาธารณสุขแนะนำให้งดการออกไปในที่สาธารณะโดยไม่จำเป็น และให้วัดอุณหภูมิกายทุกวัน จนกว่าจะครบ 14 วัน นับจากเดินทางถึงประเทศไทย ระหว่างการสังเกตอาการ หากพบว่ามีไข้ ไอ ให้พบแพทย์โดยทันที

ค่าใช้จ่ายในการตรวจรักษา

  • ขณะนี้ภาครัฐได้ประกาศให้โควิด-19 เป็นโรคฉุกเฉิน ทุกโรงพยาบาลต้องรับผู้ป่วยที่เข้าข่ายเสี่ยงทั้งหมด

  • กลุ่มเสี่ยงหากตรวจพบเลือดเป็นผลบวก คือ ติดไวรัสโควิด-19 จะได้รับการรักษาฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

  • ระกันสังคมให้สิทธิตรวจเชื้อโควิด-19 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หากตรวจพบเชื้อโควิด-19

  • ผู้ที่มีโอกาสและกังวลว่าตนเองจะติดเชื้อ ต้องเสียค่าตรวจเอง โดยมีโรงพยาบาลชั้นนำให้บริการ อัตราค่าบริการเริ่มตั้งแต่ 3,000 บาท เป็นต้นไป

  • กังวล และไม่มีมีความเสี่ยง แต่อยากตรวจต้องเสียค่าใช้จ่ายในการตรวจเช่นกัน

  • ปัจจุบันมีโรงพยาบาลที่ให้บริการตรวจหาเรื้อไวรัสโควิต-19 เช่น

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และโรงพยาบาลราชวิถี ค่าบริการตั้งแต่ 3,000-6,000 บาท

โรงพยาบาลเปาโล ทุกสาขา ค่าบริการตั้งแต่ 5,000-13,000 บาท

โรงพยาบาลรามาธิบดี ค่าบริการอยู่ที่ 5,000 บาท

โรงพยาบาลบางปะกอก 9 ค่าบริการอยู่ที่ 5,000 บาท

โรงพยาบาลพญาไท 2 ค่าบริการอยู่ที่ 6,500 บาท

ใครบ้างมีสิทธิตรวจฟรี

ผู้ที่มีประวัติเสี่ยงอย่างใดอย่างหนึ่ง ในช่วง 14 วันก่อนมีอาการ

  • เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง ที่มีการระบาดต่อเนื่อง

  • ประกอบอาชีพใกล้ชิดกับผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีการระบาดต่อเนื่อง

  • สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยสงสัย/ผู้ป่วยยืนยัน

  • บุคลากรทางการแพทย์ที่สัมผัสกับผู้ป่วยยืนยัน

ผู้ที่มีไข้ 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป+อาการร่วม

  • นอกจากมีไข้แล้วมีอาการร่วมอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ไอ น้ำมูก เจ็บคอ หายใจเหนื่อยหอบ

ผู้ป่วยปอดอักเสบ ที่มีประวัติข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้

  • ใกล้ชิดกับผู้ป่วยสงสัย

  • เป็นบุคลากรทางการแพทย์

  • ป่วยปอดอักเสบรักษาแล้วแต่อาการไม่ดีขึ้น

  • ป่วยปอดอักเสบที่หาสาเหตุไม่ได้

สรุปแล้ว สำหรับผู้ที่มีอาการตรงกับลักษณะดังกล่าวด้านบน สามารถเข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลตามสิทธิ์ (บัตรทอง, ประกันสังคม, ราชการ) ได้ฟรี!! เมื่อเดินทางไปตรวจอย่าลืมสวมหน้ากากอนามัยไปด้วย

ขอบคุณสรุปจาก MThai

ค้นหาโรงพยาบาลตรวจ Covid-19

คลิกที่คำว่า "ชั้นข้อมูล" กดเลือก "พิกัดรพ.รับตรวจ COVID-19" ขอบคุณ NOSTRA Map Thailand

ข้อมูลเบื้องต้นเรื่องการตรวจหาเชื้อโควิด-19

ธรรมชาติของการเกิดโรค Covid-19 จะมี 2 ช่วง

  • ช่วงแรก นับจากได้รับเชื้อวันแรก ไปจนถึงวันที่เริ่มป่วย ช่วงนี้เรียกว่า "ระยะฟักตัว" ปัจจุบันสถิติระยะฟักตัวของโรค covid-19 ทั่วโลกเฉลี่ยประมาณ 1-14 วัน สามารถใช้วิธี PCR เพาะขยายจำนวนเชื้อโรคขึ้นมา ข้อดีมีโอกาสเจอผู้ติดเชื้อแต่เนิ่น ๆ แม้จะยังไม่แสดงอาการเด่นชัด

  • ช่วงสอง เริ่มมีอาการจนถึงรักษาหาย เป็นช่วงที่ร่างกายเริ่มสร้างภูมิคุ้มกันออกมาสู้กับเชื้อโรค ซึ่งจากสถิติทั่วโลก ผู้ป่วย 80% มีอาการไม่รุนแรงสามารถหายได้เอง ที่มีอาการรุนแรงมักมีโรคอื่นเป็นภูมิหลัง เช่น โรคหัวใจ ความดัน เบาหวาน สามารถตรวจหาเชื้อ Covid-19 ได้ทั้งวิธี PCR และตรวจภูมิคุ้มกันในเลือด

Covid-19 เป็นโรคยังไม่มียารักษาโดยตรง ใช้การรักษาตามอาการเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาขับเชื้อโรคออกไป หรืออาจมีการใช้ยาต้านไวรัสร่วมด้วย ตัวอย่างเช่น Favipiravir เป็นต้น การจะเริ่มการรักษาต้องวินิจฉัยโดยแพทย์เท่านั้น

วัตถุประสงค์ของการตรวจหาเชื้อ Covid-19 ในผู้ป่วย

  1. เพื่อการวินิจฉัยรักษาโรค เพื่อนำผู้ป่วยไปรักษาในสภาพที่เหมาะสมไม่แพร่เชื้อให้คนอื่น และเพื่อติดตามอาการรักษาก่อนปล่อยกลับบ้าน

  2. เพื่อการเฝ้าระวังป้องกันควบคุม เช่น การตรวจกลุ่มเสี่ยง ที่ติดตามมาจากผู้ติดเชื้อเคสก่อนหน้า

  3. เป็นข้อมูลด้านระบาดวิทยาเพื่อการวิจัยพัฒนาแนวทางการรักษา

การเลือกใช้วิธีตรวจหาเชื้อขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การใช้งานเป็นหลัก วิธีที่นิยมมากที่สุดในประเทศที่มีการแพร่ระบาดและควบคุมการระบาดได้ดี เช่น จีน หรือเกาหลีใต้ จะใช้ PCR เป็นหลัก

วิธีการตรวจหาเชื้อ Covid-19 ปัจจุบัน มี 2 วิธี

  1. วิธีพีซีอาร์ (PCR-Polymerase Chain Reaction )
    โดยเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อจากผู้ต้องสงสัย เอามาเพาะหาเชื้อ Covid-19 เก็บโดยวิธีป้ายเนื้อเยื่อ จากระบบทางเดินหายใจ (swap) เช่น ในคอ โพรงจมูก หรือเก็บเสมหะละอองไอจากปอด (ถ้าผู้ป่วยสามารถไอออกมา) แล้วนำไปวิเคราะห์รหัสทางพันธุกรรมของไวรัส

  • นำมาตรวจแยกโรค (Non-SARS-CoV-2 testing) เพื่อเช็คว่าเป็นไข้หวัดใหญ่หรือเปล่า หรือติดเชื้อแบคทีเรียหรือเปล่า เพราะช่วงเริ่มแรกมีอาการคล้ายกัน

  • เมื่อตรวจแยกโรคไข้หวัดใหญ่และการติดเชื้อแบคทีเรียออกไปแล้ว จึงตรวจหาเชื้อไวรัส Covid-19 ด้วยยีน 2 ประเภท

  • หากผลตรวจเป็นบวก บอกได้ว่าติดเชื้อ แต่ต้องมีการตรวจยืนยันซ้ำอีกรอบ ด้วยการตรวจซ้ำวิธีเดิมหรือตรวจลำดับนิวคลิโอไทด์ เนื่องจากมีโอกาสเกิด false positive

  • หากผลตรวจเป็นลบ บอกไม่ได้ว่าไม่ติดเชื้อ (อาจติดแล้วแต่ไ่ม่มีอาการ) ต้องวิเคราะห์ระยะฟักตัวร่วมกับประวัติของผู้ป่วยเสมอว่ามีความเสี่ยงหรือมีอาการลำดับเป็นมาอย่างไร

  • ข้อเสียวิธีนี้คือใช้เวลานาน แต่มีความแม่นยำสูง

  • ผู้ป่วยที่เข้าข่าย PUI สามารถเข้ารับบริการตรวจ PCR ได้ฟรี

  • อ่านเพิ่มเติมคู่มือตรวจวินิจฉัยของกรมควบคุมโรค

  1. วิธีเจาะเลือดตรวจดูภูมิคุ้มกัน (Immune Globulin)
    วิธีนี้เหมาะกับเมื่อโรคผ่านระยะฟักตัวไปแล้ว หากตรวจผู้ป่วยในระยะที่รับเชื้อมาแล้วแต่ยังไม่ฟักตัวจะตรวจไม่เจอ แม้จะใช้เวลารู้ผลได้เร็วกว่า แต่ไม่เหมาะกับการตรวจเพื่อรีบสกัดกั้นการแพร่ระบาด นิยมใช้คู่กับการตรวจเพื่อรักษาก่อนปล่อยกลับบ้าน

ดังนั้น การวินิจฉัยโรคต้องกระทำโดยแพทย์เท่านั้น แม้จะได้ใบยืนยันผลตรวจมาก็อาจจะไม่สามารถยืนยันได้จริง ๆ ประชาชนไม่ควรหลงเชื่อเครื่องมือต่างๆ ที่มีการนำมาขายโดยไม่ผ่านความเห็นชอบโดยกระทรวงสาธารณสุข นอกจาจะเสี่ยงโดนหลอกแล้วยังอาจจะทำให้โอกาสในการรักษาและจำกัดการแพร่ระบาดลดลงด้วย

สถานที่ตรวจ

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และสถานที่ต่างๆ 40 แห่ง ทั้งรัฐและเอกชน สามารถรองรับ 4,000 เทส/วัน ตอนนี้กำลังพัฒนาอีก 60 แห่ง รวมเป็น 100 แห่งที่สามารถทำได้

ทั้งนี้เมื่อทั้ง 100 แห่งพร้อม ประเทศไทยจะตรวจได้ 10,000 เทส/วัน (ขณะนี้ ไทยมีการตรวจไปแล้ว 30,000 เทส)

ข้อคิดจากหม

การดำเนินการในญี่ปุ่น ซึ่งมีการตรวจน้อยกว่าไทยก็ยังสามารถควบคุมได

สิ่งสำคัญสุดคือ กลุ่มที่สมควรตรวจ จะต้องมามาตรวจ กลุ่มที่ไม่ควรมาก็ไม่ต้องมา การสุ่มดะก็ไม่ควรเพราะมีทรัพยากรจำกัด

ควรผ่านการประเมินคัดกรอกอาการว่าสมควรตรวจไหม เพราะถ้าไม่มีอาการ ถึงมาตรวจก็จะไม่พบเชื้อ

ระยะเวลาที่ใช้

นับตั้งแต่ swap จนเมื่อถึงห้องแลปใช้เวลา 3 ชม. ที่ใข้เวลาเพราะมีขั้นตอน ระเบียบการ ส่งตัวอย่าง และการรายงาน

ต้นทุนการตรวจ

ค่าชุดตรวจ 2,500 บาท ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยังไม่รวมค่าชุดหมี, ค่าหน้ากาก N95, ถุงมือ

ปัจจุบัน สยามไบโฮซาม กำลังผลิตน้ำยาตรวจลดต้นทุน เหลือ 1,000 บาท กำลังพัฒนาใช้เวลาพัฒนา 6 เดือน ซึ่งจะสามารถตรวจได้ 1 ล้านเทส

ส่วนราคาชุดตรวจคัดกรอง kit test ประมาณ 500 บาท กำลังต่อรองให้เหลือ 100-200 บาท คาดการณ์อีก 2-3 เดือน มีชุดตรวจ 100,000 ชุด


ที่มา แถลงการณ์กระทรวงสาธารณสุข 17/3/63

สรุปโดย แอดมิน Infectious ง่ายนิดเดียว, แอดมิน thaicovid.co